คำว่า “ดาวนพเคราะห์” อาจจะกลับมาอีกครั้ง


วงการดาราศาสตร์ยังคงคึกคักต่อเนื่องกับหลักฐานที่จะนำไปสู่การใช้คำว่า “ดาวนพเคราะห์” อีกครั้ง

“ดาวนพเคราะห์” หมายถึงดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดาวในระบบสุริยะ (Solar System) คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต

fixstar6.medium

ที่มา: http://images.diaryis.com/m/metoyou/fixstar6.medium.jpg?1318690505

แต่เป็นที่รู้กันว่าในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2549 ดาวพลูโตได้ถูกปลดจาก “ดาวเคราะห์” (Planet) มาเป็น
“ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planet)” เนื่องจากมีการกำหนดนิยามของคำว่าดาวเคราะห์ใหม่ที่ โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือ IAU กล่าวไว้ว่า

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเป็นเทหวัตถุที่ซึ่ง:

  1. โคจรรอบดวงอาทิตย์
  2. มีมวลเพียงพอที่จะรักษาสภาวะสมดุลอุทกสถิต (สภาพใกล้เคียงกับทรงกลม) และ
  3. ไม่มีเทหวัตถุอื่นๆ โคจรในบริเวณเดียวกัน

วัตถุอื่นที่ไม่ใช่ดาวบริวารที่เป็นไปตามนิยามสองข้อแรก จะถือว่าวัตถุนั้นเป็นดาวเคราะห์แคระ

ดังนั้นดาวพลูโตจึงหลุดจากสถานะการเป็นดาวเคราะห์ไป ทำให้คำว่า “ดาวนพเคราะห์” จึงไม่ได้ถูกใช้ในวงการดาราศาสตร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ชื่อของนักวิทยาศาสตร์ 2 คนคือ
คอนสแตนติน บาไทกิน และ ไมค์ บราวน์ ได้ปรากฎอยู่ในนิตรสารที่เกี่ยวกับวงการวิทยาศาตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Science

news-357-MzU3ID1

 

ซึ่งไมค์ บราวน์ จะเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดาราศาสตร์เพราะเขาคือผู้ค้นพบดาวเคราะห์แคระอีริส (Eris) ตอนปี 2548 ทั้งสองคนทำงานวิจัยอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ Caltech ประเทศอเมริกา ค้นพบหลักฐานการมีอยู่จริงของสิ่งที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์อีกดวงในระบบสุริยะของเรา ทั้งคู่เรียกว่า Planet X (X คือตัวแปรที่ไม่ทราบค่าในทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์) ซึ่ง Planet X เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และ          นักดาราศาสตร์หลายท่านคาดการณ์มานานแล้วว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงที่แอบส่งแรงดึงดูดมายังระบบสุริยะและรอให้พวกเราค้นพบมันให้เจอ

sstr3.png

ภาพแสดงวงโคจรของวัตถุอวกาศตรงแถบไคเปอร์ทั้ง 6 ดวง

จนกระทั่งไมค์ บราวน์ และคอนสแตนติน บาไทกินก็พบว่าแถบไคเปอร์ (พ้นวงโคจรของดาวเนปจูน) ตรงขอบระบบสุริยะมีวัตถุอวกาศที่โคจรสอดคล้องกันอย่างมีนัยยะ ถึง 6 ดวง

บราวน์และบาไทกินคิดว่า มันเป็นไปได้ยากที่วัตถุอวกาศในบริเวณไคเปอร์จะโคจรกันอย่างสอดคล้องโดยบังเอิญ เพราะเมื่อพิจารณาตามหลักความน่าจะเป็นไปได้นั้น มันมีความเป็นไปได้เพียง 0.007% เท่านั้น ดังนั้นมันต้องมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่สักดวงที่ออกแรงดึงดูดกระทำต่อมันจนเกิดการโคจรที่สอดคล้องดังกล่าว และดาวเคราะห์นั้นก็ถือว่าเป็นเคราะห์ในระบบสุริยะ โดยยังกล่าวอีกว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวเป็นดาวเคราะห์ประเภทกลุ่มก๊าซ

FYI: ดาวเคราะห์แบ่งตามองค์ประกอบหลักออกเป็น 2 ประเภทคือดาวเคราะห์หิน เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร และดาวเคราะห์ก๊าซ เช่น ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน

planet_saturn_03

ภาพแสดงการเปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์และดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะ

ที่มา: http://www.space.mict.go.th/knowledge/img/planet_saturn_03.jpg

มีขนาดใกล้เคียงกับดาวเนปจูน มีมวลมากกว่าโลก 10 เท่าและห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 200 A.U. (หน่วยดาราศาสตร์) หรือห่างจากดวงอาทิตย์คิดเป็นระยะ 200 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 15,000 ปีตามเวลาของโลก

sstr1

ภาพวาด Planet X ตามจินตนาการของศิลปิน ภาพจาก Caltech

 

 

sstr2

ภาพแสดงวงโคจรที่คาดว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะจะโคจร

(จาก JPL; BATYGIN AND BROWN/CALTECH; (DIAGRAM) A. CUADRA/SCIENCE)

บทความที่เผยแพร่การวิจัยดังกล่าวทำให้กระแสการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในวงการดาราศาสตร์ก็ยังคงคึกคักหลังจากเมื่อปีที่แล้ว วงการดาราศาสตร์ได้ร่วมยินดีไม่ว่าจะเป็นการนำยานอวกาศลงจอดบนดาวหาง หรือการที่ยานสำรวจอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ไปถึงดาวพลูโต และเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานคำว่า “ดาวนพเคราะห์” (Planet Nine)  จะมาปรากฎขึ้นอีกครั้งในวงการดาราศาสตร์

ข้อมูลอ้างอิง : http://hilight.kapook.com/view/131883

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s