การผสมสีของชีวิต


สีพื้นฐานที่เรานำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดเป็นสีต่างๆ เราเรียกว่า แม่สี ซึ่งแม่สีของสารสีจะแตกต่างกับแม่สีของแสงสี

addsubmixing

ซ้าย: การผสมของแสงสี, ขวา: การผสมของสารสี

ที่มารูป: http://www.fotofile.net/forums/showthread.php?t=457

ซึ่งแม่สีของแสงสีนั้นจะเป็นสีเขียว สีแดงและสีน้ำเงิน
ส่วนของสารสีจะเป็นสีเขียวฟ้า สีเหลืองและสีม่วงแดง

และการที่คนเรามองเห็นว่าวัตถุมีสีใดนั้นเกิดจากแสงตกกระทบวัตถุ หากวัตถุมีสีใดก็จะดูดกลืนคลื่นแสงสีอื่นและจะสะท้อนสีนั้นให้เข้าตาเรา เช่น ผลแอปเปิ้ลมีสีแดง เมื่อแสงตกกระทบแอปเปิ้ลจะดูดกลืนทุกความยาวคลื่นแสงยกเว้นความยาวคลื่นสีแดง คลื่นสีแดงนั้นจะสะท้อนเข้าตาเรา เราเลยมองเห็นว่าแอปเปิ้ลนั้นมีสีแดง

seecolor

หลักการมองเห็นผลแอปเปิ้ลสีแดง

ที่มารูป: http://www.colormatters.com/color-and-vision/how-the-eye-sees-color

ถ้าเปรียบเปรยให้คนทุกคนต่างก็มีสีของตัวเอง ซึ่งบอกถึงทุกอย่างๆ ที่แต่ละคนมีแต่ละคนเป็น ก็จะพบว่าทุกคนจะมีสีที่แตกต่างกันไม่มีใครมีสีเหมือนกันไปทั้งหมดเสมือนเป็น DNA ทางพฤติกรรม อาจบอกว่าสีนั้นเป็นสมบัติเฉพาะตัวของคนก็ได้

เมื่อมองในปัจจุบันก็พบอีกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคม มีเพื่อนมนุษย์มากมายที่อยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นหมายถึงในสังคมของเรามีมากกว่า 1 สี ลองจินตนาการภาพสีต่างๆ ขยับไปมาในสังคมของเราก็ดูสวยไปอีกแบบ

และถ้าจะเขยิบเข้ามาให้ใกล้ตัวเสียหน่อยก็คงเป็นเรื่องความรักและชีวิตคู่ ในสเกลของคู่รักแบบแฟนหรือคู่ชีวิตสามีภรรยา หากต้องใช้ชีวิตร่วมกัน กระบวนการผสมสีก็เริ่มต้นขึ้น

สมมติว่าตัวเรามีสีเป็นสีขาว แฟนมีสีเป็นสีดำ เราต้องการให้แฟนมีขาวเหมือนเรา

  • เราต้องเทสีดำลงไปในตัวเขามากขนาดไหนถึงจะได้สีเหมือนเรา?
  • เขาจะมีสีขาวเหมือนเรา 100% เลยมั้ย?
  • เขาจะรู้สึกยัไงที่สีของเขาถูกทำให้เปลี่ยนไป?
  • ถ้ามองย้อยกลับในทำนองเดียวกันถ้าเป็นตัวเราเองล่ะที่ถูกเทสีใส่ เราจะรู้สึกยังไง?

จะอึดอัดมั้ยกับการต้องเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง

จะใช้ชีวิตร่วมกัน มันไม่ใช่การดึงใครให้มามีสีมีชีวิตเหมือนเรา เพราะใน “ใช้ชีวิตร่วมกัน” มันมีคำว่า ร่วม หมายความว่าทั้งสองฝ่ายต้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือการกระทำใดๆ เกิดจากการตัดสินใจของทั้งคู่ การผสมสีจากทั้งคู่จึงเป็นสิ่งจำเป็น ต่างคนต่างเอาสีของตนเองมาผสม คนให้เข้ากันก็จะได้สีใหม่ สีที่เกิดจากทั้งคู่

คาลิล ยิบราน ยอดกวีเอกของโลกระดับรางวัลโนเบลได้ถ่ายทอดมุมมองเรื่องความรักและชีวิตคู่ลงในงานเขียนอันลือเลืองอย่าง The Prophet ไว้ว่า

gibran-prophet_300

ชื่อไทยคือ “ปรัชญาชีวิต” ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แปลโดย อาจารย์ระวี ภาวิไล

ที่มารูป: http://cdn-image.realsimple.com/sites/default/files/styles/rs_main_image/public/image/images/books/30books-0614/gibran-prophet_300.jpg?itok=8dn09AkI

“…ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยวแต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน”

หรือบทที่ว่า

“…จงยืนด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าจะเสาของวิหารนั้นก็ยืนห่างกัน และต้นโพธิ์ ต้นไทรไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้”

แม้รักมากแค่ไหน แต่หากยังเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายต้องเหมือนตัวเองถึงจะอยู่ด้วยกันได้นั้นมันคงทำให้ชีวิตคู่เดินไปด้วยกันยาก ลองคิดดูนะครับ ลองผสมสีกับคนรักของเรา ลองหาสีที่ทั้งคู่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s